คำคมความกตัญญู

ปาฏิหาริย์ กตัญญู

สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ "ความกตัญญูต่อพ่อแม่" จะทำให้เป็นไปได้

ตอนที่แม่ของผู้เขียน  อายุ  62  ปี  อยู่ๆ ท่านก็เกิดอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน คุณหมอต้องทำการปั๊มหัวใจอย่างเร่งด่วน  พอแม่ฟื้นขึ้นมา แม่ก็​มีสติสัมปชัญญะ​ไม่เหมือน​คนปกติทั่วไป  มีอาการทางจิต  มีอาการ​ทาง​ประสาท​ ด้วยเหตุที่คุณหมอทำการปั๊มหัวใจนานเกินไป ทำให้​เลือด​ไปเลี้ยงสมองไม่พอ อันนี้​หมอบอกเองนะคะ  ก็เลยทำให้ชีวิตที่เหลือของแม่อยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้รู้เรื่อง  จำลูกไม่ได้  จำใครไม่ได้  อาละวาด  คลุ้มคลั่ง​ ไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน

ผู้เขียน​เป็น​คนเดียว​ที่อยู่​กับแม่  จะเจอทุกสภาพอารมณ์ของแม่  ในช่วงเดือนแรกๆ ลูก หลาน ญาติสนิทชิดใกล้ก็ยังพอห่วงใย  ช่วยเหลือดูแล แต่พอนานวันเข้า  ทุกคน​ก็ค่อยๆ หายไป  ๆ  และหายไป  แต่ผู้เขียนอยู่กับแม่ อยู่​บ้านเดียวกับแม่  จึงไม่สามารถทิ้งแม่ได้  แม้ว่าหลายๆ  ครั้ง ​ผู้เขียนจะรู้สึกเหนื่อยแสนเหนื่อย  ท้อแสนท้อ  เครียดแสนเครียด  ระบายความรู้สึกที่แน่นอยู่ในอกกับใครก็ไม่ได้  โทรหาพี่ หาน้อง เขาก็ไม่รับ เพราะเขาเหล่านั้นมองว่า.. แม่คือ  ภาระของเขา  ด้วยความที่แม่ไม่รู้เรื่องแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่  การขับถ่ายที่เลอะเทอะเปอะเปื้อนไปหมด ลูก หลาน ญาติสนิท คนใกล้ชิดเขาก็เลยไม่เอา  เขาก็เลยไม่ทน

เป็นเวลาเกือบ  10  ปี ที่ผู้เขียนร้องไห้ทุกวัน ตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า  “ทำไม่ต้องเป็นฉัน ที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้  ทำไมๆๆ”

หลังจากที่ตัดพ้อ  ร้องไห้  จนเต็มที่   ผู้เขียนก็เรียนรู้ได้ว่า วิธีนี้​ไม่สามารถ​แก้ปัญหาได้  ผู้เขียนจึงตั้งหลักใหม่  เปลี่ยน​วิธีคิดใหม่  ตั้งธงชีวิตใหม่ บอกกับตัวเองว่า  “แม่ฉันต้องรอด  ตัวฉันต้องรอด   ในเมื่อ​ทุกคนไม่เอาแม่  และ​ฉันก็ไม่สามารถทิ้งแม่ได้  ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองในแต่ละวัน  ในแต่ละวินาที  เท่าที่ตัวเองทำได้ จะไม่หาข้อแก้ตัวใดๆ  จะไม่​เสียเวลาหาเหตุผลอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ผู้คนมาเห็นใจอีกแล้ว” แล้วผู้เขียนก็ลงมือทำในสิ่งที่ควรทำ แล้วก็ทำ แล้วก็​ทำ 

ถ้าวันไหนแม่ขับถ่ายเลอะเทอะเต็มบ้าน  ผู้เขียนก็แค่เก็บล้าง ทำความสะอาด  ถ้าวันไหนแม่คลุ้มคลั่งอาละวาด ผู้เขียนก็หนี    ถ้าวันไหนแม่ปีนรั้วหนีออกจากบ้าน  ล้มกลิ้งอยู่ข้างถนน ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาเห็นเข้า ก็ด่าว่า   “ทำไมน้อ! ลูกสาวบ้านนี้ไม่ดูแลแม่เลย”    ผู้เขียนก็จะยิ้ม แล้วก็​พาแม่กลับบ้านทายา  จะไม่​ตัดพ้อต่อว่า​ขอความเห็น​ใจ หรือแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาแต่ละวัน ทำให้ผู้เขียนเรียนรู้ได้ว่า

ต่อให้เราพูดเสียงดังมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครได้ยินเราหรอก  คนอื่นจะตัดสินเราอย่างไร ก็ปล่อยเขาไป  ขอแค่เรารู้อยู่แก่ใจว่า เรากำลังทำอะไรแค่นั้นพอ

ถ้าวันไหนผู้เขียนรู้สึกเหนื่อยมาก  ท้อมาก  อ่อนแอมาก  เก็บไว้ไม่ไหวแล้ว  ผู้เขียนก็​จะมานั่งริมน้ำน่านหน้าบ้าน  มองสายน้ำ ปะทะลมเย็น ร้องไห้ข้างในหัวใจ เมื่อปล่อยความเหนื่อยล้าออกไปเต็มที่แล้ว    ผู้เขียนก็​จะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด  แล้วก็​กลับไปทำหน้าที่ลูกต่อไป

12  ปีเต็มค่ะ  ที่ผู้เขียนดูแลแม่ด้วยความยากลำบาก  แต่ประสบการณ์นี้แหละค่ะ  ที่ทำให้ผู้เขียนสามารถยืนยันด้วยประสบการณ์จริงของตัวเองเลยว่า

การเลี้ยงดูพ่อแม่  คือ บุญอันสูงสุด คนที่เลี้ยงดูพ่อแม่ จะได้รับพรอันประเสริฐ ยิ่งการเลี้ยงดูพ่อแม่ยากลำบากมากเท่าไหร่เราจะได้รับพรอันประเสริฐสูงมากเท่านั้นและพรนี้จะติดตัวเรา  และเหนี่ยวนำปาฏิหาริย์ดีๆ  มาสู่เราเสม

       สิ่งดีๆ  ที่ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้  ก็เป็นไปได้ค่ะ  ยกตัวอย่างเช่น 

       1.  จากคนว่างงาน กลายมาเป็น “ข้าของแผ่นดิน”

            ผู้เขียน​เติบโตมาจากชนชั้น “หาเช้ากินค่ำ”  ไม่ได้ร่ำเรียนสูงนัก  ไม่ได้จบปริญญา  ตอนที่ดูแลแม่ใหม่ๆ เมื่อตอนแม่ป่วยนั้น ผู้เขียนไม่มีเงิน  ไม่มีงาน ชีวิตรักล้มเหลว  แล้วอยู่ๆ  ก็มีเพื่อนสนิทสมัยเรียนปวช. มาคะยั้นคะยอให้ไปลองสอบราชการ  ในช่วงแรกผู้เขียนอึกอักไม่อยากไป เหตุผลต่างๆ มากมายล้วนเกิดมาจากความกลัว :

           –  กลัวว่าถ้าต้องเดินทางไปสอบไกลถึงกรุงเทพฯ จะไม่มีใครดูแลแม่  

           –  กลัวว่าถ้าสอบติด ตอนกลางวันที่ต้องไปทำงาน ใครจะอยู่กับแม่ ใครจะหาข้าวหาปลา  อาบน้ำให้แม่

           –  กลัวว่าถ้าสอบติด ต้องบรรจุต่างจังหวัดต่างพื้นที่ แม่จะอยู่อย่างไร ใครจะดูแลแม่       

          สารพัดความกลัวที่ประเดประดังเข้ามา  สุดท้ายผู้เขียนก็ได้ไปสอบอย่างไม่ตั้งใจ   แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็นำพาผู้เขียนจับพลัดจับผลูสอบราชการติดซะงั้น

หลากหลายสารพัดความกลัวที่เคยคิดเอาไว้ คลี่คลายไปได้เองโดยง่าย จากที่กลัวว่าจะไม่มีคนดูแล หุงหาอาหาร ป้อนข้าว ป้อนน้ำให้แม่ในช่วงกลางวัน ผู้เขียนก็สามารถจ้างคนมาดูแลแทนได้ จากที่กลัวว่าจะต้องไปบรรจุต่างจังหวัด ผู้เขียนก็ได้บรรจุที่จังหวัดตัวเองซะงั้น ทั้งๆที่ จังหวัดตัวเองต้องการเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น  และผู้เขียนก็คือ 1 ใน 2 ตำแหน่งนั้น 

       2.  ไม่มีเงินเลย  แต่ไม่เคยอด

             ตลอดเวลา 12 ปี ที่ผู้เขียน​ดูแลแม่ที่ป่วย  เรื่องเงินเรื่องทองไม่ต้องพูดถึง เงินเดือนที่ได้รับน้อยนิดอยู่แล้วนั้นใช้ไม่เคยชนเดือน  แต่ถามว่า  เคยอดกันไหม?  ก็​ไม่เคยเลยนะคะ

สมมุติว่า  ถ้าวันนี้ไม่มีเงินแล้ว  หมดแล้ว  บาทนึงก็ไม่มีแล้วจริงๆ  วันรุ่งขึ้นจะมีเงินเข้ามา​ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเป็นเอ่ยปากยืมเพื่อน เพื่อนก็ให้ยืม อาจจะได้เงินค่าแรงพิเศษที่ออกวันนั้นพอดีก็เป็นไปได้   ซึ่งแต่ละครั้งได้มากบ้าง น้อยบ้างก็ว่ากันไป.. แต่จะได้เพียงพอที่จะซื้อข้าวกิน ซื้อแพมเพิสให้แม่ใช้ทุกครั้งไป  (ทุกวันนี้ผู้เขียนก็ยังคงนึกขอบคุณเพื่อนๆ รวมถึงกัลยาณมิตรทุกคนที่ให้ความช่วยเเหลือผู้เขียนเสมอมา)

        3.   โดนไล่ออกจากบ้าน  จนกลายเป็นเจ้าของบ้าน

              เหตุการณ์นี้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจผู้เขียนมาก  เมื่อผู้เขียนถูกคนใกล้ชิดไล่ออกจากบ้าน  บ้าน​ซึ่ง​เป็น​บ้านพ่อบ้านแม่  เป็นบ้านที่ผู้เขียนเกิดและเติบโต

ตอนนั้นผู้เขียนเพิ่งบรรจุราชการใหม่ๆ ทุกอย่างในชีวิตยังขรุขระ  จึงฝากแม่ให้คนใกล้ชิดพาไปดูแลที่กรุงเทพฯ  หวังว่า ถ้าทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง  ผู้เขียนก็จะพาแม่กลับมาดูแลที่บ้านต่างจังหวัดเหมือนเดิม

 แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อแม่ซึ่งป่วยมีอาการทางจิตอยู่แล้ว  ไปสร้างภาระ สร้างความรำคาญให้กับคนใกล้ชิดคนนี้  เขาจึงยื่นคำขาดกับผู้เขียนว่า ถ้าไม่รีบไปรับแม่กลับมาดูแล ก็จงขนของออกจากบ้านไป (ซึ่งคนใกล้ชินคนนี้มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน)

เหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางใจ! แต่ด้วยความทรนงตนและหยิ่งยะโส  ผู้เขียนจึงใช้เวลาที่มีอยู่เพียง 1 สัปดาห์ขวนขวายหาที่อยู่ใหม่  ช่วงเวลานั้นมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน

กระทั่งวันสุดท้าย ผู้เขียนเตรียมจะขนย้ายของออกจากบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น  เย็นนั้น ผู้เขียนขี่มอเตอร์ไซด์คันเก่า กลับจากที่ทำงาน พอมาถึงบ้าน เห็นแม่นอนอยู่บนเปลญวณใต้ถุนบ้าน กอดตุ๊กตาหมีพูไว้ตัวนึง  รอบๆ กายแม่ เต็มไปด้วยถุงเสื้อผ้า ผ้าห่ม แพมเพิส ข้าวของเครื่องใช้ของแม่วางเกลื่อน ระเกะระกะเต็มไปหมด  จากสภาพการณ์ที่เห็น พอจะเดาได้ว่า คนใกล้ชิดคนนี้คง รีบพาแม่มาทิ้ง! ไว้ เพราะกลัวว่าหากผู้เขียนย้ายออกจากบ้านไป ภาระการเลี้ยงดูแม่ก็จะตกเป็นของเขาโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ภาพวันนั้นติดตา ติดใจ และบีบหัวใจผู้เขียนมาก ผู้เขียนจึงปฏิญาณกับตัวเองว่า  ผู้เขียนจะไม่ให้ใครมาทำร้ายจิตใจแม่ ทำร้ายจิตใจผู้เขียนอีก

ด้วยปณิธานอันแรงกล้า บวกกับความกตัญญูที่ผู้เขียนดูแลแม่ ปาฏิหาริย์ก็นำพาให้ผู้เขียนพลิกเกมส์กลายมาเป็นเจ้าของ​กรรมสิทธิ์​บ้านและที่ดินผืนนั้นเต็มตัว

ยิ่งไปกว่านั้น  ผู้เขียนยังได้สร้างหลังบ้านใหม่แทนบ้านหลังเก่า  ซึ่งเดิมเป็นบ้านพื้นไม้ ผนังสังกะสี  หลังคาสังกะสี  ห้องน้ำสังกะสีที่รั่วทุกครั้งวันฝนตก   เป็นบ้านหลังใหม่ที่มีห้องน้ำดีๆ มีห้องนอนดีๆ  ให้แม่อีกด้วย

แม่ไม่ต้องนั่งราบไปกับโถส้วม เพราะอาการเข่าเสื่อมกำเริบอีกแล้ว แม่ไม่ต้องนอนกางมุ้ง ที่เต็มไปด้วยยุงอีกแล้ว

4.   ขี่มอเตอร์ไซด์คันเก่า ป้อนข้าวแม่ จนได้รถยนต์  (วัลลียุค 4G)  

        ตัวอย่างสุดท้าย  ผู้เขียนให้ชื่อตอนชีวิตของตัวเองตอนนี้ว่า วัลลี ยุค 4G  ถ้าใครเกิดทันในช่วงยุค 90 และก่อนหน้านั้น ก็จะพอรู้จักวัลลีกันบ้าง  “วัลลี ยอดกตัญญู” ถูกสร้างเป็นภาพยนต์ที่โด่งดังอย่างมากในยุคนั้น  เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องเลี้ยงดูยายแก่ๆ ตาบอด และแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง  ช่วงกลางวัน ทุกๆ วัน วัลลีจะต้องวิ่งเท้าเปล่ากลับจากโรงเรียนมาป้อนข้าวแม่ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้  แล้วก็วิ่งกลับไปโรงเรียนอีก ซึ่งระยะทางก็หลายกิโลเมตรเลยทีเดียว

ชีวิตผู้เขียนช่วงนั้นคล้ายกับวัลลีมาก  ต่างกันเพียงแค่ผู้เขียนไม่ต้องวิ่งเท้าเปล่า แต่ขี่มอเตอร์ไซด์​คันเก่าๆ ตากแดด ตากฝน จากบ้านไปที่ทำงานตอนเช้า ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร  พอ 11.00 น. ผู้เขียนก็จะรีบออกจากที่ทำงาน ขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้าน ระยะทางประมาณอีก 30 กิโลเมตรเพื่อป้อนข้าวแม่     จากนั้น ก็รีบหาข้าวหาปลาให้ตัวเองได้กินอย่างเร็วที่สุด  แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซด์คันเดิมออกจากบ้านไปที่ทำงานอีก ระยะทางอีก 30 กิโลเมตร  ตกเย็นหลังเลิกงาน ก็ขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้านอีก 30 กิโลเมตร รวมๆ ระยะทางเช้า กลางวัน เย็น ที่ผู้เขียนต้องเดินทางประมาณวันละ 100 กิโลเมตร  ผู้เขียนทำ​แบบนี้​ทุกวันๆ โดยไม่รู้ว่าจะมีวันสิ้นสุดไหม?  แต่ผู้เขียนก็ยังคงทำ และทำต่อไปทุกๆ วัน เพราะถ้าผู้เขียนไม่ทำ แม่ก็ไม่ได้กินข้าว แม่ก็ต้องนอนหิวข้าวเช่นนั้นทั้งวัน  เพราะแม่เป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย  

ช่วงเวลานั้นผู้เขียนเหนื่อยมาก ท้อมาก เครียดมาก ร้องไห้ทุกวันค่ะ  แต่แล้ว 3 เดือนผ่านไป  อยู่​ๆ  ก็มีเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่ง ได้รถยนต์มือ 2 สภาพดีมากมา 1 คัน เพื่อนสนิทคนนี้จึงเสนอรถยนต์คันนี้ให้กับผู้เขียน  เพราะเขาเห็นว่าผู้เขียนลำบากมากกับการเดินไป-กลับเพื่อป้อนข้าวแม่ 

ในขณะนั้น ผู้เขียนไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าดาวน์รถ ไม่มีเครดิตอะไรเลย  ติดแบล็คลิสท์ด้วย แล้วอยู่ๆ ก็มีคนเคยรู้จักที่ไม่ได้พบกันมาเป็น 10 ปี  ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินดาวน์  เซลล์ขายรถเองก็ช่วยด้านเอกสารการกู้  ทุกอย่างผ่านฉลุย เรียกได้ว่า  ได้รถยนต์คันนี้มา เพราะผู้เขียนกล้า! กล้าที่จะทำหน้าที่ลูก แม้มีอุปสรรคมากมาย 


(ปาฎิหารย์ในแต่ละหัวข้อนี้ ผู้เขียนจะแยกมาเขียนเป็นบทความโดยเฉพาะของแต่ละเรื่องในภายหลังนะคะ เพราะว่า แต่ละช่วงเวลานั้น มีเรื่องราวที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เป็นไปได้ มาเล่าให้ฟังค่ะ)

#ปาฏิหารย์กตัญญู  #กตัญญู #เลี้ยงดูพ่อแม่ #บุญ #madamnuch

สามารถรรับชมผ่าน YouTube ได้ที่  https://youtu.be/FH-2XguvpXI

ผู้เขียนเชื่ออย่างยิ่งนะคะว่า  ปาฏิหาริย์​ดีๆ  ที่เกิดขึ้น​ในชีวิตของผู้เขียนแล้วครั้งเล่า  เกิดจากผลบุญที่ผู้เขียนเลี้ยงดูแม่นั่นเอง  ดังคำเปรียบเปรยที่แม่มักจะพูดให้ฟัง    เสมอๆ  ตอนที่ผู้เขียนยังเด็กอยู่นั้น  นั่นก็คือ   

 

“คนที่เลี้ยงดูพ่อแม่ จะตกน้ำไม่ไหล  ตกไฟไหม้

แชร์