นางเงือก ลุ่มแม่น้ำน่าน

แม่เล่าให้ฟัง ตอน “นางเงือก แห่งลุ่มแม่น้ำน่าน”

 

ในสมัยก่อน ตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กๆ อยู่นั้น มักได้ยินเรื่องราวของนางเงือกอยู่เสมอ เนื่องด้วยบ้านของผู้เขียนอยู่ติดริมน้ำน่าน เรื่องราวของนางเงือกที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านจึงถูกเล่าขานปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ต่อๆ กันมา ไม่เพียงแต่เรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น ผู้ใหญ่หลายๆ คนในสมัยนั้นก็บอกว่าได้พบ ได้เจอได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้วก็มี

แม่น้ำน่านบ้านฉัน

 

คนหาปลาที่เคยเห็นนางเงือกในระยะไกลๆ อยู่หลายครั้ง เล่าให้ฟังว่า “นางเงือก” มีรูปลักษณ์คล้ายหญิงสาวสวยทั่วไปนี่แหละ แต่มีหางเหมือนปลา ตอนดึกๆ ที่ผู้คนนอนหลับกันหมดแล้ว นางเงือกก็จะออกมาว่ายน้ำเล่นกลางลำแม่น้ำน่าน บ้างก็ว่ายขึ้นมานั่งหวีผมที่ยาวสยายถึงเอวอยู่ริมตลิ่ง บางครั้งก็ได้ยินแต่เสียงร้องเล็กแหลมดังก้องมาจากแม่น้ำ ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าเป็นเสียงของนางเงือกนั่นเอง

 

ถัดจากบ้านผู้เขียนไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะมีวัดอยู่วัดหนึ่ง ตั้งอยู่ริมน้ำน่านเช่นกัน ผู้เฒ่าผู้แก่และชาวบ้านทั่วไปต่างก็เชื่อว่าใต้ผืนดินที่ติดกับวัดนั้น เป็นอุโมงค์ทางเขา ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำน่านกับดินแดนอีกดินแดนหนึ่งที่มีนางเงือกอาศัยอยู่ ถ้าเอาหูแนบกับผืนดินนั้น ก็จะได้ยินเสียงน้ำไหลก้องกังวาล คล้ายไหลผ่านโพรงใหญ่ใต้ดิน และมีเสียงจ๋อมแจ๋มๆ เหมือนมีตัวอะไรสักอย่างที่มีขนาดใหญ่กว่าปลาทั่วไป แหวกว่ายอยู่ใต้ผืนดินนั้น

ภาพประกอบบทความ

 

เหนือผืนน้ำที่ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นปากทางเข้าอุโมงค์ จะเป็นกระแสน้ำวน กว้าง หมุนแรง แรงขนาดที่ว่า ถ้ามีท่อนไม้ใหญ่ลอยเข้าไปบริเวณกระแสน้ำวนนั้น ก็จะถูกดูดกลืนหายไป จึงไม่มีใครกล้าดำน้ำลงไปดูว่า ทางเข้าอุโมงค์นั้น มีจริงหรือไม่

ภาพประกอบบทความ

 

แต่วิถีชีวิตของชาวบ้านก็ยังคงใช้ประโยชน์จากแม่น้ำน่านตามปกติ ยังคงอาบน้ำ ซักผ้า หาปลา โดยสารเรือข้ามแม่น้ำกันตามปกติ ตัวผู้เขียนเองก็ชอบลงไปว่ายน้ำข้ามฟากกับเพื่อนๆ อยู่เป็นประจำในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่เคยพบเจออะไรที่ผิดปกติเลย

ภาพประกอบบทความ

 

ในฤดูร้อนของทุกๆ ปี น้ำในแม่น้ำน่านบริเวณหน้าบ้านของผู้เขียน จะเหือดแห้ง มีหาดทรายขาวผุดขึ้นมาแทนที่ ผู้คน โดยเฉพาะเด็กๆอย่างผู้เขียนชอบที่จะลงไปวิ่งเล่น เก็บหอยกาบตัวใหญ่มาไว้ปิ้งกิน บ้างก็ว่ายน้ำในบ่อเล็กๆ บางจุด ที่ยังมีน้ำขังอยู่บ้าง หรือแม้แต่เดินข้ามฟากไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำได้สบายๆ แต่ถึงกระนั้น บริเวณหน้าวัดที่เชื่อว่ามีอุโมงค์เชื่อมไปยังดินแดนของนางเงือก ก็ยังคงเป็นกระแสน้ำวน เชี่ยวกราดเช่นเดิม ไม่มีหาดทรายขึ้นเหมือนกับบริเวณอื่นๆ ของลุ่มแม่น้ำน่าน

 

มีอยู่คืนหนึ่ง ที่ผู้เขียนเข้ามุ้งนอนหลับไปแล้ว ก็ต้องตกใจสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเอะอะมะเทิ่งอยู่ใต้ถุนบ้าน แต่ด้วยความเป็นเด็ก ผู้เขียนจึงไม่สนใจที่จะลุกขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

 

รุ่งเช้า ผู้เขียนถามแม่ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แม่บอกว่า “เมื่อคืน พี่เขย เมามายมาจะไหนไม่รู้ ลงไปอาบน้ำที่ดินท่า อยู่ๆ ก็ตาลีตาเหลือกวิ่งขึ้นมา แล้วบอกว่า เจอนางเงือกจ้องตาเขม็ง เท่านั้นแหละ พี่เขยแกก็วิ่งขึ้นมาบ้านไม่คิดชีวิติเลย รองทงรองเท้าขาดกระจุยกระจาย หายไปไหนไม่รู้ ตัวมีแต่ขี้โคลน ล้มลุกคลุกคลานมา”

 

ตอนนั้นผู้เขียนยังเป็นเด็ก จึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร แต่พอโตขึ้นมา ได้เรียบเรียงประมวลผลเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกครั้ง ผู้เขียนจึงได้คำตอบว่า “นางเงือกที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำน่านนั้น มีจริงหรือไม่ อันนี้ผู้เขียนไม่ทราบจริงๆ แต่สิ่งที่ผู้เขียนรู้แจ้งแน่ชัดเลย นั่นก็คือ เหตุการณ์เจอนางเงือกคืนนั้น พี่เขยผู้เขียน…เมา!

 

จวบจนเวลาล่วงเลยผ่านไป เรื่องเล่าของนางเงือกก็หายสาบสูญไปตามกาลเวลา

“ดินท่า”  ไม่มีผู้คนลงไปว่ายน้ำเล่นอีกแล้ว

“ดินท่า”  ไม่มีเสียงหัวเราะของสาวๆ ที่จับกลุ่มซักผ้า หาบน้ำ อีกแล้ว

“ดินท่า”  ไม่มีหาดทรายขาวขึ้นกลางลุ่มแม่น้ำ ให้เราเดินข้ามฝั่งอีกแล้ว

“ดินท่า”  ไม่มีเรือมอญลำใหญ่เท่าบ้าน วิ่งผ่านอีกแล้ว

สามารถรับชมผ่าน YouTube ได้ที่  นางเงือกลุ่มแม่น้ำน่าน

แชร์