ปกหัดว่ายน้ำ กระโดดบันจี้จัมพ์ต้นฉำฉา

หัดว่ายน้ำ โดดบันจี้จัมพ์ ยุค 90

หัดว่ายน้ำ ยุค ’90

ผู้เขียนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่มีวัยเด็กในช่วงยุค ’90 เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวที่มีบ้านอยู่ติดริมแม่น้ำน่าน ผู้เขียนจึงได้รับการปลูกฝัง ซึมซับวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำน่าน ที่ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมายาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น

สมัยก่อนไม่มีโรงเรียนสอนว่ายน้ำเหมือนสมัยนี้ แต่เด็กๆ เกือบทุกคนจะว่ายน้ำเป็นตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่บ้านติดริมน้ำ อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของคนรุ่นนั้นยังคงผูกพันกับแม่น้ำ ลำคลอง ไม่ว่าจะอาบน้ำ ซักผ้า หาปลา โดยสารเรือข้ามฝากทั้งเรือพาย เรือแจว เรือยนต์ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงปลูกฝังทักษะการว่ายน้ำให้กับเด็กๆ เสมือนการฉีดวัคซีนป้องกันอันตรายจากน้ำ เพราะอย่างไรเสีย วิถีชีวิตประจำวันก็มิอาจหลีกเลี่ยงแม่น้ำ ลำคลองได้ หากพลาดพลั้งตกน้ำตกท่าไป อย่างน้อยเด็กๆ ก็ยังพอเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง

ผู้เขียนเองก็ว่ายน้ำเป็นตั้งแต่ยังเล็ก จำได้ว่า ช่วงที่หัดว่ายน้ำใหม่ๆ ตอนผู้เขียนยังตัวเล็กอยู่นั้น ทุกๆ วันแม่ พี่ๆ และคนในครอบครัวพากันไปอาบน้ำที่ดินท่า (ท่าน้ำ) หน้าบ้าน พี่เขยซึ่งเป็นผู้ชายแข็งแรงที่สุดในตอนนั้น เป็นเหมือนครูที่หัดให้ผู้เขียนว่ายน้ำจนเป็น แรกๆ ผู้เขียนจะเกาะติดแม่นั่งอาบน้ำอยู่ริมตลิ่ง เฝ้ามองพี่ๆ ว่ายน้ำสนุกสนานอยู่กลางลำน้ำน่าน พี่สาวคนนึงซึ่งใส่ผ้าถุง ตีโป่งว่ายออกไปไกลเกือบถึงฝั่งโน้น พี่สาวอีกคนออกสตาร์ทวิ่งจากริมตลิ่ง แล้วกระโจนลงน้ำ ว่ายตามไปติดๆ ส่วนพี่เขยจะว่ายออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา แล้วดำน้ำหายไป สักพักก็มาโผล่ริ่มตลิ่งใกล้ๆ นี่เอง

เมื่อบรรยากาศของการว่ายน้ำในแม่น้ำไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ผู้เขียนในวัยละอ่อนจึงอยากลงไปเล่นบ้าง พี่เขยได้ให้ผู้เขียนเกาะหลังขณะว่ายออกไปไกลจากริ่มตลิ่ง แล้วปล่อยให้ผู้เขียนลอยคอด้วยตัวเอง โดยพี่เขยจะใช้สองมือจับลำตัวด้านหลังของผู้เขียนไว้ แล้วให้ผู้เขียนใช้สองมือพุ้ยน้ำ ใช้สองขาตีน้ำสลับซ้าย ขวา สำลักน้ำบ้างไรบ้าง สนุกสนาน

เมื่อผู้เขียนเริ่มคุ้นชินกับน้ำแล้ว พี่เขยก็เริ่มปล่อยให้หัดว่ายน้ำเอง โดยมี อุปกรณ์เสริม ก็คือ ลูกมะพร้าวแห้ง 1 ลูก ผู้เขียนต้องกอดลูกมะพร้าวแห้งไว้ เพื่อให้ลอยตัวได้ จากนั้นใช้สองขาตีน้ำสลับซ้ายขวา ซึ่งไม่นานนักผู้เขียนก็สามารถกอดลูกมะพร้าวพร้อมใช้สองขาตีน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและเปลี่ยนทิศทางซ้ายขวาเองได้ บางครั้งไม่มีลูกมะพร้าวก็ใช้แกลลอนพลาสติกแทนได้ ลอยตัวได้เหมือนกัน

จากนั้นก็เข้าระดับแอดวานซ์ โดยเปลี่ยนจากกอดลูกมะพร้าวใช้เท้าตีน้ำ มาเป็นใช้ลูกมะพร้าว 2 ลูก ฉีกเปลือกออกเป็นเส้นเล็กๆ ผูกติดกันไว้ ให้กว้างพอดีกับช่วงอกระหว่างช่วงรักแร้ 2 ข้าง พอให้ผู้เขียนพาดลอยตัวได้ขณะที่ใช้มือทั้งสองพุ้ยน้ำสลับซ้าย ขวา และสองขาตีน้ำเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ว่ายน้ำได้เองโดยไม่ต้องมีลูกมะพร้าวมาคอยช่วย

กระโดดบันจี้จ้ัมพ์ต้นฉำฉา

เมื่อว่ายน้ำเป็นแล้ว เรื่องดำน้ำไม่ต้องพูดถึง เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ดำผุดดำว่าย โผล่ตรงโน้นทีตรงนี้ที บางทีผู้เขียนเองก็ชอบดำน้ำลงไปจับขาเพื่อนๆ ให้ตกใจเล่นเป็นที่สนุกสนานมาก ส่วนเด็กๆ ที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะหันไปเล่นอะไรที่ผาดโผนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่มักปีนขึ้นไปบนต้นฉำฉาใหญ่ ไต่กิ่งฉำฉาที่ยื่นออกไปสู่แม่น้ำ แล้วกระโดดลงน้ำ ดัง “ตูมมมม” แต่…กระโดดได้ไม่ไกลนัก

ไม่เหมือนพวกพี่ๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่แข็งแรงกันแล้ว พวกเขาจะผูกเชือกไว้กับกิ่งฉำฉา ปล่อยปลายเชือกยาวเหนือผืนน้ำไว้ แล้วพวกพี่ๆ ก็ปีนไต่ไปยังกิ่งฉำฉานั้นทีละคนๆ มือทั้งสองข้างกำปลายเชือกไว้แน่น กระโดดถีบตัวออกไป แรงเหวี่ยงของเชือกก็จะพาพี่ๆ ไปไกลเกือบถึงกลางแม่น้ำ พี่ๆ ก็ปล่อยมือ ทิ้งตัวลงดิ่งลงสู่ผืนน้ำดัง “ตูม” ใหญ่ น้ำกระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง
เป็นที่น่าตื่นเต้นมาก สำหรับผู้เขียนและเด็กคนอื่นๆ แต่..พวกเราก็ได้แค่ดู เพราะใจไม่กล้าพอที่จะเล่นผาดโผนขนาดนั้น

พอผู้เขียนโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น รถยนต์ ถนน ประปา ก็เข้ามามีบทบาทมาก ขึ้น ทำให้ชีวิตผู้คนเริ่มออกห่างจากแม่น้ำ ลำคลอง ….แค่ออกห่าง แต่ไม่ได้ตัดขาดกันสิ้น ผู้เขียนและเพื่อนๆ ก็ยังคงลงเล่นน้ำ ว่ายน้ำที่ดินท่ากันอยู่เสมอๆ แม้จะไม่ใช่ทุกวัน เหมือนเมื่อยังเป็นเด็กก็ตาม

จนกระทั่งเรียนจบ ผู้เขียนและเพื่อนในวัยเดียวกัน ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานกันแล้ว ส่วนใหญ่เราก็มุ่งหน้าไปทํางานกันที่กรุงเทพฯ กลับมาอีกที วิถีชีวิตของคนริมน้ำก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่มีผู้คนลงไปอาบน้ำ ว่ายน้ำ ไม่มีผู้คนลงไปเล่นน้ำกันอีก
ดินท่าหน้าบ้าน..แม่น้ำ ลำคลอง..กลายเป็นป่ารก เงียบเหงา ไม่มีใครสนใจ

แม่น้ำน่าน
แม่น้ำน่าน

ผู้คนหันมาซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า น้ำกิน น้ำใช้ น้ำอาบล้วนมาจากน้ำประปาที่ต่อท่อตรงถึงบ้าน เด็กรุ่นใหม่หัดว่ายน้ำจากสระว่ายน้ำ ไม่มีลูกมะพร้าว ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วเล่นน้ำสนุกสนาน วิถีชีวิตก็ผันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แชร์