รักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นยาย

รักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นยาย

กลับบ้านเราเถอะลูก

ในวันที่ผู้เขียนต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตรัก รังเล็กๆ ที่ผู้เขียนร่วมกันสร้างกับชายคนหนึ่งผู้เป็นที่รัก ได้พังทลายลง กำลังใจเพียง 2 สิ่งที่ผู้เขียนมีในตอนนั้น ก็คือ ลูกในครรภ์ และแม่วัยชรา

ในตอนนั้นผู้เขียนเคว้งคว้าง หมดหวัง หมดหนทาง ไม่รู้แม้กระทั่งจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร จนกระทั่งเสียงของแม่กระซิบผ่านคลื่นโทรศัพท์ทางไกลมาว่า “กลับบ้านเราเถอะลูก หลานคนเดียว แม่เลี้ยงได้” ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวของแม่นี้ ที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจทิ้งทุกอย่างในเมืองศิวิไลซ์นามว่า กรุงเทพมหานคร กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนที่มีแม่รออยู่

เดือนเศษๆ หลังจากที่ผู้เขียนหันหลังให้กับกรุงเทพฯ ผู้เขียนก็ได้คลอดลูกชาย เป็นหลานชายที่ผู้เป็นยาย (แม่ของผู้เขียน) รักนักรักหนา ดูแลประคบประหงมตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งย่างเข้าวัย 10 เดือน ก่อนที่ยาย(แม่ของผู้เขียน) จะเกิดอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จนกลายเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต นอนติดเตียงยาวนาน 12 ปีเต็ม

ยายที่อยู่บนฟ้า เลี้ยงเจ้ามา ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย

วันที่ผู้เขียนเจ็บท้องใกล้คลอด ยายก็วิ่งเต้นหาเช่ารถยนต์เพื่อพาผู้เขียนไปโรงพยาบาล นั่งรอจนค่ำ ผู้เขียนก็ยังไม่มีทีท่าจะคลอด จนหมดเวลาเยี่ยม ยายจึงกลับบ้านไป

เช้าวันแรกที่หลานชายลืมตาดูโลก อ้อมกอดแรกที่หลานชายได้รับนอกจากผู้เขียนแล้ว ก็คือ ยาย (แม่ของผู้เขียน) ยายเป็นคนแรกที่มาดูแล ยายเป็นคนแรกที่โอบกอดหลานชายไว้กับอกด้วยความปลื้มปิติ

รักของยาย

จำได้ว่า วันนั้นยายมานั่งรอที่โรงพยาบาลแต่เช้า เช้ากว่าเวลาเปิดให้เข้าเยี่ยมด้วยซ้ำ ด้วยความที่บ้านเราไม่ค่อยมีเงิน เราจึงไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถมอเตอร์ไซด์ มีเพียงจักรยานคันเก่าๆ 1 คันที่ยายใช้อยู่เป็นประจำ เช้าวันนั้นยายจึงต้องนั่งมากับรถตู้รับ-ส่งนักเรียน ซึ่งมีนักเรียนเต็มคันรถ คนขับเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านใกล้กัน ยายจึงขอเขาขึ้นรถมาด้วย เพื่อนบ้านเจ้าของรถตู้คันนี้ ก็มีน้ำใจมาส่งยายถึงหน้าโรงพยาบาล

ช่วงเวลา 10 เดือนที่หลานชายตัวน้อยของยาย ค่อยๆ เติบโต ยายเฝ้าดูแลทะนุถนอมไม่เคยห่าง บดข้าว ป้อนกล้วย กล่อมหลานนอน พาหลานเดินเที่ยวรับลมเย็น รับแสงแดดอุ่นทุกวัน ยามหลานป่วยเป็นไข้ ร้องไห้ งอแง ยายก็เฝ้าเช็ดตัว ป้อนยา ซื้อเสื้อผ้าให้หลานด้วยเงินที่มีอยู่เพียงไม่กี่ร้อยบาทจากการขายข้าวเหนียวไส้เผือก,ไส้มันปิ้ง

รักของยาย
รักของยาย

หลังจากเฝ้าฟูมฟัก เลี้ยงดูหลานชายตัวน้อยได้ 10 เดือน เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อยายเกิดอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้เขียนนำตัวยายส่งโรงพยาบาล หมอทำการปั๊มหัวใจกู้ชีพอย่างเร่งด่วน เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อยายฟื้นขึ้นมาก็จำใครไม่ได้ แม้ตัวอยู่ใกล้กันแต่พูดจากันไม่รู้เรื่อง เหมือนอยู่คนละโลก

คุณหมอสรุปว่า หัวใจของยายหยุดเต้นนานเกินไป ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ มีผลทำให้ยายมีอาการทางประสาท มีอาการทางจิตไม่เหมือนคนปกติ กระนั้นแล้ว ในบางครั้งที่หลานชายร้องไห้ ยายก็เรียกเข้าไปโอ๋ เข้าไปกอด นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้จิตสำนึกของยายจะจำใครไม่ได้แล้วก็ตาม แต่จิตใต้สำนึกยังคงจำความรักที่มีต่อหลานชายตัวน้อยคนนี้ได้เสมอ ยายอยู่กับความเจ็บป่วยทรมานนี้นาน 12 ปีเต็ม จึงลาจากโลกนี้ไป

หลานชายที่ยายรักนักหนา เฝ้าเลี้ยงดูแลมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ในวัย 12 ปี ได้แสดงความกตัญญูต่อยายเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการบวชหน้าไฟให้ยาย ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์

“ยายจะเฝ้ามองเจ้าอยู่บนฟ้า เฝ้ามองดูเจ้าเติบโตมาเป็นคนดี”

เด็กรุ่นใหม่เติบโตขึ้น คนรุ่นเก่าก็หมดเวลา

Madamnuch nutchanad

แชร์