รถไฟหวานเย็น,ห้องเช่าหลังแรก

มี​ครั้ง​นึง  ​แม่.. ​จะ​ไป​หา​เที่ยว​หาลูกๆ  ที่กรุงเทพ  ​ตอนนั้น​นุช​​ทำงาน​ที่​กรุงเทพ​แล้ว​  แม่​ก็​เตรียมตัว​ขน​ข้าวสาร​ ขนขนม​ ผลไม้ ใส่​ถุงปุ๋ยแบก​ ไป​ หิ้ว​ไป ไปนั่ง​รอ​รถ​ไฟ​ตั้งแต่​ตี​ 5  กว่า​ๆ  ที่สถานีรถไฟบ้านใหม่ ​กลัว.. ​ไม่ทันรถ กลัว.. จะไม่ไป​.. ไป​เลย​คนเดียว  หิ้ว​ของ​พะรุงพะรัง​เต็ม​ไม่​เต็ม​มือไปหมด  ​ พอไปถึง​สถานี​รถ​ไฟ​ไม่มี​เหงาค่ะ  จะมีอีก​หลาย​คน​เลย​ที่​มานั่งรอ​รถไฟขบวน​เดียว​กัน​  รู้จัก​บ้าง​ไม่รู้​จัก​บ้าง​ คุย​กัน​ไปดู​กัน​มาก็รู้จักกันไปเอง.. นี่​คือ​เสน่ห์​ของ​คน​ต่าง​จังหวัด​นะคะ

สถานีรถไฟบ้านใหม่ ในอดีต

รถไฟธรรมดาต้นทางพิษณุโลก  ปลาย​ทางกรุงเทพ​ เคลื่อนตัวออกจากสถานีพิษณุโลก        6  โมง​เช้า ตาม​ตารางการเดินรถบอกว่าจะถึงกรุงเทพฯ  ประมาณ​ บ่าย​ 2  ราวๆ  7  ชั่วโมง​ นุช​ก็​ไปรอรับแม่ที่  สถานีรถไฟสามเสนตั้งแต่บ่ายโมง  กลัว​ไม่ทัน​เหมือน​กัน​ กลัว​แม่​มาถึงก่อนแล้วไม่เจอ   จน  4  โมง​เย็น  รถไฟขบวนหวานเย็นที่แม่นั่งมา  ยังไม่​ถึง​เลย

นุช​ไม่แน่ใจ​นะคะว่า.. ​เด็กๆ  รุ่นใหม่​นี่​จะ​รู้​จัก​​รถไฟขบวน​หวาน​เย็น​รึเปล่า​ ​ถ้า​เป็น​สมัย​ก่อน​นะ  จะ​เป็น​ขบวน​รถไฟ​ที่​ฮิตกันมากในหมู่เด็กนักเรียน นักศึกษา​ รวมถึงพ่อค่าแม่ค้าชาวบ้าน​ที่​อยู่​ในระดับหาเช้ากินค่ำอย่างบ้านนุช   

นอกจาก​ราคาตั๋วถูกมากแล้วเนี่ย เหตุที่​มีฉายาว่า.. เป็น​รถไฟขบวน  “หวาน​เย็น​”  เพราะ​จอดทุกสถานี บางที​ก็​จอด​​หลีกให้​รถไฟอีกขบวนนึงที่กำลังจะสวนมา  ให้​สับรางไปก่อน  จึงจะวิ่งต่อได้  ด้วย​ปัญหา​ที่​ว่า… รางรถไฟ​มัน​มี​รางเดียว  ถ้ารถไฟ​​ 2  ขบวน​จะ​สวน​ทาง​กัน​ ต้องมีขบวนนึงจอดรออยู่กลางป่ากลางดง  เพื่อ​ให้​อีก​ขบวน​สลับ​รางหน้าสถานีรถไฟก่อนเท่านั้น เพราะหน้าสถานีจะ​มี  2  รางหรือมากกว่านั้น  แต่ถ้าพ้นหน้าสถานีไปเนี่ย  ​จาก​ 2  รางหรือหลายๆ  รางจะรวม​ เป็น​ราง​เดียว  ซึ่ง​ก็​ไม่รู้ว่าทำไม  ขบวน​รถไฟที่จะต้อง​เป็น​ฝ่ายหลีก  ฝ่ายรอต้องเป็นธรรมดาหวานเย็นทุกครั้งไป

ช่วงเวลา​รอนี้.. ผู้​โดยสาร​ก็ใจเย็น นั่ง​กินไก่ย่าง  หมูทอด​  ชมวิว​ อบ​ไอร้อนจากแสงอาทิตย์​กัน​ไป ​.. ร้อน​มากกกก​   นานมากก จึงคำพูดล้อเลียน​เสียง​วิ่ง​ของรถไฟขบวนหวานเย็นนี้ว่า.. “ถึงก็ช่าง.. ไม่ถึงก็ช่าง”​  ฉึกกะฉักกกๆๆๆ

รถไฟขบวนหวานเย็น

 พอ​แม่​มาถึง​กรุงเทพ​ นุช​ก็​พาแม่​ไป​ที่​ห้อง​เช่า​หลัง​แรก​ในชีวิตของ​นุช  อยู่​​แถวๆ  ม. ​สวน​สน​ บางกะปิ​ ห้องที่นุชเช่าอยู่เนี่ยเป็นห้องแถว​ไม้​ ตั้ง​เด่น​ตระหง่าน​อยู่​ใจ​กลาง​น้ำครำ ขยะ​ฟูฟ่อง  อยู่ห่างจาก​พื้นกระดานประมาณเมตรกว่าๆ   หลัง​คา​มุงด้วยสังกะสี  เวลากลางวันเนี่ยร้อนมากกกก.. กลางคืน​ก็​ร้อน​ไม่ต่างกัน  วันไหนที่​เป็น​วัน​หยุด​ไม่ได้​ไปทำงาน  ถ้า​นุชอยาก​จะนอน​กลางวันนะ  ต้อง​เอา​ผ้าขนหนู​หนู​ชุบ​น้ำ​บิด​หมาดๆ  คลุมตัวไว้ถึงจะหลับได้  ไม่งั้นนอน​ไม่ได้​ มันร้อนมาก  ยิ่งเปิดพัดลมยิ่งเป็นการดึงความร้อน​รอบทิศทาง​เข้าเพิ่ม หนัก​เข้าไป​อีกนะคะ

ห้องเช่าหลังแรกบนผืนน้ำครำ ใจกลางเมืองกรุง

ส่วนลักษณะ​ห้อง​เป็นห้อง​แถว​ไม้เรียงยาวต่อกัน​​  กั้น​ด้วย​แผ่น​ไม้บางๆ  ​เป็น​ห้อง​ๆ ประมาณ​ 10-20  ห้องแล้วแบ่ง​ให้​เช่า..แผ่น​ไม้​บางๆ  ที่กั้น้หองเนี่ยนะคะ… บางมากจริงๆ  บางประมาณว่า  แค่​ข้าง​ห้อง​ถอน​หายใจก็ได้ยินถึงห้องเราระ  ไม่ต้อง​ไปพูดถึงพวกที่เปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งคืน  พวกที่จัดปาร์ตี้เมา  โวกเวกโวยวาย  หรือ​คู่​ผัวเมียละเหี่ยใจที่ตีกันสนั่นลั่นเมืองทุกวัน

เจ้า​ของห้องเช่า  ​เป็น​ชาวอิสลาม​  ทุกๆ  สิ้น​เดือน​ “โต๊ะ​”  ซึ่ง​เป็น​ผู้หญิง​อายุเลยวัย​กลางคน  จะมาเคาะประตู​เก็บ​ค่าเช่า เดือน​ละ​ 800  บาท  ซึ่ง​ถือว่า​ถูก​มาก​สำหรับค่าเช่า​ย่านนั้น  แต่​นุชว่าแพงมาก  สำหรับ​สภาพห้องและสภาพสิ่งแวดล้อม​รอบ​ๆ  

ถัด​จาก​ห้อง​นุช​ไป​ 3  ห้อง​ ก็​จะ​เป็น​ห้อง​พี่สาว พี่สาวเข้ามาทำงานในกรุงเทพก่อนหน้านุช.. นานเป็นสิบปี  ดังนั้น​ข้าว​ของเครื่องใช้ที่หลับที่นอน  อุปกรณ์​ทำครัวต่างๆ  จะมีครบเกือบทุกอย่าง ไม่เหมือนห้อง​นุช ที่มีแค่ที่นอนปิคนิค  พัดลมและกะทะไฟฟ้า เรียก​ได้ว่า เริ่มต้น​ชีวิตทำงานด้วยเสื่อผืนหมอนใบ.. และกระทะไฟฟ้าของจริง..ตัวจริงเลยค่ะ

นอกจากของใช้ในบ้านแล้ว  พี่สาวจะมี​ตู้ปลา​ขนาดกลางๆ  ตู้นึง  มีปลาเงินปลาทองว่ายไปมาอยูหลายตัว  ในตู้ตกแต่งไปด้วยดอกไม้ทะเลพลาสติก  ก้อนหินก้อนกรวดหลากสี  มีการเพิ่มออกซิเจนเในน้ำให้ปลาด้วยย  โดยมีสายยาง​เล็ก​ๆเชื่อมต่อกับเครื่องปั๊มอากาศด้านนอก และเวลาที่เครื่องนี้ทำงานจะมีฟองอากาศพวยพุ่งออกมา  ทำให้​น้ำ​ดูมีสีสันมี  ชีวิตชีวามากขึ้น  แม่มาเห็นก็ชอบใจมาก  บอกว่า​สวย โดยส่วนตัว​แม่ชอบเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว  แต่สัตว์ที่แม่เลี้ยงก็​จะ​แค่หมาแค่แมวเท่านั้น  พวกปลาสวยพวกนี้  แม่​ไม่เคยเลี้ยงเลย

ปลาทองของพี่

แม่มาอยู่ด้วย  ได้ 2-3  วัน  พี่สาวก็จะไปต่างจังหวัดกับพี่เขย  จึงฝากให้แม่เลี้ยงปลาเงิน  ปลาทองในตู้ให้  ตอนแรก​แม่​ก็​ปฏิเสธ​เสียงแข็งบอกว่าเลี้ยงไม่เป็น  พี่สาวก็คะยั้นคะยอว่า  ไม่ต้อง​ไปทำอะไรมากหรอก  แค่ให้อาหารแค่นั้นพอ  แม่ก็  อืม.. ๆ  ตบปากรับคำ

3  วัน​ผ่าน​ไปวันนั้นเป็นวันเสาร์  นุชไม่ได้ไปทำงานพอดี  ได้ยิน​เสียงแม่​เรียก​  “หนูๆ  มา​ห้องเจ๊เมิงหน่อยสิ”  พอนุชเดินเข้า  แม่ชี้ให้ดูที่ตู้ปลา “ดูสิ  มันหงายท้องหมดเลย  มันตา​ยหมดแน่เลย” แม่บอกเสียงตกใจ นุชก็​บอกว่า  “ก็​ตายน่ะซิ  ทำไมมันตายอ่ะ  แม่ทำไรมัน”  แม่บอก  “ไม่ได้​ทำไรซะหน่อย  แค่ให้อาหารมัน”  พอพี่สาวกลับมา  เห็น​สภาพปลาตัวเอง  ลมแทบจับ  ปลาเงินปลาทองลอหงายท้องเกลื่อนเหนือน้ำ  กระจกตู้ปลาที่เคยใส​ บัดนี้​ขุ่น​จนแทบจะมองไม่เห็นดอกไม้ประดับด้านในเลย พี่​สาวก็บอกว่า  “ปลามันน่าจะกินอาหารไม่หมด เลยทำให้น้ำเน่า  ปลาก็เลยตาย  จริงๆ  ให้อาหารมันวันละครั้ง  ครั้ง​ละ​นิดเดียวก็พอ” แล้ว​พี่สาว​ก็​หันไปมองแม่.. แม่ยิ้มแก้เก้อ.. แล้วบอกว่า “แม่​ก็​กลัว​ว่ามันจะหิว  เลยให้อาหารมัน  3  เวลาเลย  เช้า  กลางวัน  เย็น​  คิดว่า​ต้อง​เลี้ยง​ปลา  เหมือน​หมา  น่ะซิ…

พอคนเรามีอายุมากขึ้น เรามักจะมองย้อนไปในอดีต ขณะที่เรายืนอยู่ในห้วงเวลานั้น เราไม่เคยเห็นคุณค่าของช่วงเวลานั้นเลย แต่พอเวลาผ่านไปช่วงเวลานั้นกลับการเป็นความทรงจำที่งดงามเสมอ

สามารถรับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/k4rAfwuXD6k

แชร์