ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็พลอย

ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็พลอย

“ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็พลอย” กรรมที่ทำกับพ่อแม่

เป็น​คำ​อุปมา​อุปไมยเชิงเปรียบเทียบ  ประมาณ​ว่า  ผีบ้าน ซึ่ง ​หมายถึงคนในบ้าน มีหน้าที่ปกปักษ์รักษา​บ้าน คุ้มครอง​ดูแลคนในบ้าน   แต่กลับทำสิ่งไม่ดีกับบ้านตัวเอง  ทำไม่ดีกับคนในบ้านตัวเองซะงั้น  ผีป่าก็พลอย  หมายถึงคนอื่น​ คนข้างนอก เค้าก็ไม่เกรงใจ  เค้าก็ทำไม่ดีใส่บ้าน ทำไม่ดีใส่คนในบ้านบ้าง

นุชเคยได้ยินสำนวนนี้ครั้งแรกนะคะ  เมื่อ  20 กว่าปีที่แล้วซึ่ง​แม่ของนุชนะคะ  เปรียบเทียบสำนวนนี้กับเหตุการณ์​ๆ  นึงค่ะ ที่เกิดกับคนที่นุชรู้จักนี่แหละ สมมุติ​ว่าชื่อกัลยานะคะ กัลยาเนี่ย เค้าทำไม่ดีกับพ่อแม่  ลูก​ๆ  ของกัลยาก็ทำไม่ดีกับตายาย ซึ่ง​เป็น​พ่อแม่ของกัลยาเช่นกัน.. ประมาณว่าเลียบแบบผู้ใหญ่นั่นเอง  

นุชก็ถามแม่ว่า  สามีของกัลยาเค้าไม่ว่าอะไรหรอ  ที่กัลยาทำไม่ดีกับพ่อแม่ของตัวเองแบบนี้  แถมยังเป็นตัวอย่างให้ลูกๆ  ทำตามด้วย  แม่​บอกว่า  ก็ “ผีบ้านไม่ดี  ผ​ีป่าก็พลอย”  ไง  ความหมาย​ของ​แม่​ก็​คือ กัลยา​น่ะเป็น​ลูกสาวแท้ๆ ยังทำไม่ดีกับพ่อแม่ตัวเองเลย  แล้วเขยซึ่งเป็นแค่คนอื่น จะไปทำอะไรได้  นอกจาก​ทำตามๆ  กันไป  

อาสมรเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวขาวสวยเลยแหละ ในวัยหนุ่มสาวแกรักใคร่ชอบพอกับอาประเสริฐ และก็​แต่งงานอยู่กินกัน  มีลูกสาว  1  คน ชื่อ กัลยา  กัลยาเนี่ยจะได้ผิวพรรณของอาสมรมาเต็มๆ  ผิวพรรณ​ที่ขาว เนียน  สวยเลยแหละ มองเผินๆ  เหมือน​ลูก​คนรวย  ลูก​เศรษฐี​เลย อายุอานามของกัลยาก็ไล่เลี่ยกันกับนุชนี่แหละเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าคู่ซี้เลยแหละ  ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แม่กับอาสมรเป็นแม่ค้าขายของในตลาดเหมือนกัน   ส่วนอาประเสริฐก็มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  เป็นหมอทำขวัญนาคด้วย เสียงเพราะมาก   

ครอบครัวของเราสนิทกันมาก  นอกจากจะเกี่ยวโยงกันทางสายเลือดแล้ว  วิถีชีวิต   ฐานะทางการเงิน​ก็​ใกล้เคียง​กัน​ค่ะ  ก็คือ อยู่​ใน​กลุ่ม​ หาเช้ากินค่ำ  เหมือนๆ กัน​  แต่การเลี้ยงลูกของ  2  ครอบครัวเราไม่เหมือนกัน  แม่นุชจะให้ความสำคัญกับการศึกษา  ถึงแม้จะต้องขายที่นาผืนสุดท้ายเพื่อให้นุชได้เรียนต่อก็ยอม  แม่ยอมทำงานหนัก  แบกรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียว  เพื่อ​ให้​นุช​อยู่​สบาย  นุชจึงไม่เคยทำงานหนักเลยตั้งแต่เด็ก

ตอนเด็กๆ  แม่ทำขนมไทยขาย  เป็นพวกขนมใส่ไส้  ขนมตาล  ขนมเทียน ขนมกล้วย  สารพัดขนมไทย หน้าที่​หลักของนุชอย่างมากสุดก็เช็ดใบตอง ช่วยแม่ห่อขนม   ปั้นใส้ขนมใส่ไส้  และหน้าที่สำคัญที่ต้องรับผิดชอบอย่างสูงก็คือ  การลอกเตียว นั่นเอง  ถ้าลอกไม่เสร็จไม่ได้ไปเล่นที่ไหนแน่นอน

ขนมใส่ไส้

เตี่ยวก็คือใบมะพร้าวที่เลาะออกจากก้าน แล้วก็เอาใบมะพร้าวนี้มาคาดทับใบตองที่ห่อขนมอีกที จากนั้น​กลัด​ด้วยไม้กลัด แล้วจึงนำขนมไปนึ่ง  ถ้าใครเคยเห็นขนมใส่ไส้ก็จะสังเกตุเห็นเตี่ยวใบมะพร้าวที่คาดอยู่บนห่อขนมนี่แหละค่ะ.. เป็นตำ​แหน่ง​งาน​หลักที่นุชได้รับในตอนนั้น  

ตอนที่กัลยาเรียนอยู่ชั้นประถม อาสมรมีอาชีพขายขนมในโรงเรียน สมัย​นั้นแม่ค้าพ่อค้าจะเข็นรถเข็นหรือภาษาบ้านๆ แถวบ้านนุช เรียกว่า “รถไส”​ รถไสที่เต็มไปด้วยสารพัดขนม ลูก​อม หมากฝรั่ง​ และก็​สารพัด​ของเล่นไม่ว่าจะเป็นลูกแก้ว  ลูก​โป่งวิทยาศาสตร์​ ดินน้ำมัน สลากเบอร์แลกของ โน้นนี่นั่น เยอะแยะมากมาย

รถไสหลายต่อหลายคันจอดเรียงรายกันทั้งภายในภายนอกบริเวณโรงเรียน รอรับลูกค้าวัยละอ่อน 3 ช่วงเวลา  คือช่วงเช้าก่อนเด็กๆเข้าแถวเคารพธงชาติ ​ช่วงพักเที่ยงจะเป็นช่วงที่พ่อค้าแม่ค้าชุลมุนกันมาก เพราะเด็กๆ  จะพักเที่ยงพร้อมกันทั้งโรงเรียน  แล้วก็กรูกันไปซื้อขนมซื้อของเล่นกัน  และปิดท้ายช่วงเวลาขายดีของวันก็คือหลังเลิกเรียน  เป็นช่วงเวลาที่​เด็กๆ  จะหิวโซกันทุกคน 

รถไสของอาสมรจะมีเตาถ่านร้อนๆ  ขนาดเล็กตั้งอยู่  วางตะแกรงเหล็กด้านบน  เอาไว้ปิ้ง​ลูกชิ้น  ฮอทดอก  ปลาหวาน เด็ก​เล็กๆ  จะ​ซื้อ​ลูกชิ้นที่ปิ้งไว้แล้ว ที่วางในถาดลายดอกไม้แดง  ส่วน​เด็กโตหน่อย ป.4-5-6  ก็จะปิ้งเองบนเตาร้อนๆ  ออกันอยู่ข้างเตานั่นแหละ รอลุ้นเวลาที่ลูกชิ้นเอย ฮอทดอกเอย โดนความร้อนแล้วมันก็จะพองตัวขึ้นมา นั่นแหละ  คือช่วงเวลาที่เราตะหยิบมาราดด้วยน้ำจิ้มลูกชิ้นเผ็ดๆ แซบๆ อร่อยมาก

ในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝนที่อากาศจะเย็นมากๆ  อาสมรจะเพิ่มเมนูขนมปังปิ้งบนเตาถ่านร้อนๆ  ราดด้วยนมข้นหวานแล้วโรยหน้าด้วยน้ำตาล  ได้กินทีไร รู้​สึก​ได้ว่า​อุณหภูมิ​ในร่างกายอุ่นขึ้นมาทันที

ไม่เพียงแต่โรงเรียนเท่านั้นนะคะที่อาสมรไปตั้งรถเข็นขายทั้งงานวัด งานประเพณี  งานครื้นเครงต่างๆ  อาสมรก็ไม่เคยขาด และลูกมือที่ติดสอยห้อยตามอาสมรก็คือ  กัลยา อาสมรจะสอนให้กัลยาทำงานทุกอย่าง งานบ้านก็ทำเตรียมของก็เตรียม ขายของ เสียบลูกชิ้นทำ ทำน้ำจิ้มก็เป็น คืออาสมรทำอะไรได้  กัลยาก็​ทำได้​เหมือนกัน​ นั่นแหละค่ะ  คือสมบัติแม่.. ที่อาสมรมอบให้กัลยาไว้ติดตัวโดยที่กัลยาคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่า  วันนึงในอนาคตความรู้​ความสามารถ​ที่อาสมรสอนสั่งไว้นี้จะนำพาให้กัลยาผ่านวิกฤติทางการเงินไปได้

แม้ว่ากัลยาจะทำงานหลายต่อหลายอย่างได้เหมือนอาสมรก็ตาม  แต่ก็ยังไม่วาย.. โดนอาสมรเอ็ดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ถ้าอาสมรขึ้นต้นคำว่า  “อี.. กัลยา!!”  นั่น​คือ​ต้องมีอะไรที่กัลยา  ทำไม่ถูกใจแกละ  ผิดกับอาประเสริฐ  อาประเสริฐ​จะโอ๋กัลยา  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  นุชมองว่าอาทั้งสองรักกัลยามากด้วยกันทั้งคู่แหละ  เพียงแต่ว่าการแสดงออกไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง  อาประเสริฐ​จะแสดงออกให้เห็นเลยว่า  เออ  พ่อรักนะ  แต่อาสมรจะแสดงออกมาในทางตรงกันข้าม  จะรัก  จะห่วงอยู่ในใจ   แก​เป็น​ของแกแบบนั้น  แกแสดงออกถึงความอ่อนโยน  พูดเพราะไม่เป็น  ที่นุชรู้เพราะว่า  อาประเสริฐ​ก็โดนเอ็ด  โดนด่าอยู่บ่อยๆ  นุช  และคนอื่นๆ  แกไม่ได้ค่อยพูดดีด้วยสักเท่าไหร่  แต่แกก็รักและห่วงโดยแสดงออกไปในทางอื่นมากกว่า

เมื่อกัลยาเรียนจบ ม.3  ก็ไม่ได้เรียนต่อ  และมันมีเหตุอะไรสักอย่างที่ทำให้เรา  2 ครอบครัวผิดใจกัน นุชก็​จำไม่ได้แล้วแหละว่าเกิดอะไรขึ้น  ที่ทำให้ 2 ครอบครัว​เราค่อยๆ  ห่างกัน  

หลายปีต่อมา นุชมาทำงานที่กรุงเทพฯ   และก็​ได้มีโอกาสกลับไปเที่ยวบ้านตอนสงกรานต์ ได้พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่างของครอบครัวอาสมรเปลี่ยนไป จากบ้านที่เคยเป็นกระท่อมหลังเล็กๆ สังกะสี​แปะข้างฝา  ก็ถูกปลูกใหม่เป็นบ้านปูนชั้นเดียว  อาสมรป่วยเป็นอัมพฤติ  แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง  ใช้การได้อยู่แขนเดียว  เวลาจะขยับร่างกายไปไหน  ก็จะทำได้แค่เพียงกระเถิบๆ  ไป ส่วนอาประเสริฐหลังจากสร้างบ้านหลังใหม่นี้เสร็จแกก็มีอาการป่วยทางจิต.. มีอาการทางประสาท

กัลยาแต่งงานแล้วมีลูก 1 คน  แล้วก็พาครอบครัวมาอยู่ที่บ้านหลังนี้  วันนั้น  ขณะะที่กัลยาและสามีนั่งดูทีวีกันอยู่ในบ้าน  อาประเสริฐ​แกก็ลากสังขารชราของแกอ้อมมาทางด้านหลังบ้าน  มายืนเกาะขอบหน้าต่างหลังห้องเพื่อดูทีวี  แล้วก็​หัวเราะคิกคักๆ  ตามประสาคนที่มีสติไม่ดีนั่นแหละ​ สักพักนึง  ลูกสาวกัลยาซึ่งเป็นหลานสาวแท้ๆ  ของอาประเสริฐคว้าไม้กวาดเดินอ้อมมาด้านหลังอาประเสริฐแล้วไล่ฟาดอาประเสริฐ  อาประเสริฐ​รีบเดินขโยกเขยกหนี เสียงเกรี้ยวกราดของกัลยาดังออกมา  จับใจความได้ว่า  เธอเอ็ดพ่อเธอ  เธอด่าว่าพ่อเธอ  แทนที่จะเป็นลูกสาวที่ใช้ไม้กวาดฟาดพ่อเธอ  ภาพนี้สะเทือนใจนุชมาก

คนแก่

นุชถามแม่ว่า  ทำไมสามีของกัลยานั่งดูอยู่ได้  ทำไมไม่ปรามพฤติกรรมแย่ๆ  ของภรรยา ลูกสาวตัวน้อยของตัวเอง   แม่บอกว่า  ก็ผีบ้านไม่ดี  ผี​ป่าก็พลอย​ไง  เป็น​ลูก​แท้ๆ  ยังทำร้ายพ่อแม่ตัวเอง  เค้าเป็นแค่เขย  เป็น​แค่คนอื่น เค้าจะสนใจทำไม..แล้วแม่ก็เล่าให้ฟังอีกว่า  ตั้งแต่​อาทั้งสองคนล้มป่วยลง  กัลยาไม่เคยดูแลเอาใจใส่เลย

บ้านกัลยาก็แบ่งพื้นที่เป็น  3  ส่วน  2 ส่วนแรกเธอกั้นห้องเป็นสัดส่วนอยู่กันเฉพาะเธอ สามีและลูก  ส่วนที่ 3 ด้านหลังเธอให้พ่อแม่เธออยู่ ห้องนี้จึงเต็มไปด้วยกลิ่นอุจจาระ​ ปัสสาวะ กลิ่นอับนานาชนิด  มุ้งดำ  ที่นอนสกปรก เสื้อผ้าเละเทอะ ไม่สะอาด อากาศไม่ปลอดโปร่ง เพราะขาดการดูแล.. ด้วยเหตุนี้ เนื้อตัวของอาประเสริฐและอาสมรจึงมีแต่กลิ่นตัวไม่พึงประสงค์   กัลยาจึงไม่ให้พ่อแม่เข้าใกล้บริเวณที่เธอและครอบครัวพักอยู่เลย  และเพราะอาประเสริฐชอบดูทีวี  แกจึงย่องไปเกาะริมหน้าต่างด้านนอก เพื่อแอบดูทีวีห้องกัลยาอยู่บ่อยๆ  ถ้าบังเอิญกัลยาและเด็กๆ  เห็น​เข้าแกก็จะโดนไล่ตะเพิดออกมา

อาหารการกิน  กัลยาก็ซื้อแกงถุงมาให้แม่เธอ  ซื้อมาเสร็จก็วางไว้  อาสมรก็ต้องแกะถุงแกงเอาเองอย่างทุลักทุเลด้วยมือที่ใช้การได้ข้างเดียว หลายครั้ง​ที่อาสมรขับถ่ายเลอะเทอะออกมา  กัลยาก็ไม่สนใจ  อาสมรต้องค่อยๆ  กระเถิบๆ  ตัวเองออกมาหน้าตัวบ้าน แก้ผ้า  ตักน้ำล้างตัวเองด้วยมือข้างเดียว  แต่แก​ก็ยังไม่วายที่จะโวกเวกโวยวาย ด่าทอ กัลยาเช่นเคย

แม่บอก.. ถ้าวันไห​นกัลยา​ไม่อยู่​บ้าน  แม่จะแอบเอาข้าวไปให้  ไปอาบน้ำให้  ต้องระวังอย่าให้กัลยาเห็นนะ  ถ้าเธอเห็นเธอจะดุว่าเอา  ว่าไปยุ่งอะไรกับครอบครัวของเธอ  ชาวบ้านแถวนี้สงสารทั้ง  2  คนมาก  ต้องแอบๆ  ช่วยตอนที่กัลยา​ไม่อยู่​เหมือนกัน​

แล้ว​วัน​สิ้น​สุดก็มาถึง  อาประเสริฐ​จากโลกนี้ไปอย่างๆเงียบๆ  เพียงไม่ถึงเดือนอาสมรก็ตามไป  ราวกับว่าอาประเสริฐไม่อยากทิ้งอาสมรไว้ให้เผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพียงลำพังแกก็เลยพาอาสมรไปด้วย

หลายปีต่อมาหลัง​สิ้นบุญ​อาทั้ง  2  แล้ว  นุชกลับมาอยู่บ้านดูแลแม่ที่ป่วย  ก็เลยได้มีโอกาสใกล้ชิดสนิทกับกัลยาอีกครั้ง  เห็นได้ว่าครอบครัวของกัลยาค่อยๆ  ดิ่งลงเหว  หนี้สิ้นล้นพ้นตัว จากการใช้เงินเป็นเบี้ย  ซื้อทุกอย่าง   ที่ไม่​จำเป็น  ซึ่ง​นุช​คิด​เอาเองนะว่ากัลยาต้องการปิดปมในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความขัดสน  ยากจน รึเปล่า จึงทำให้เธอสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้นๆๆๆ  จนต้องแอบๆ  หลบๆ ซ่อน​ๆ  หนีเจ้าหนี้ตลอดเวลา

และแม้สามีของกัลนาจะรักกัลยามากสักแค่ไหน  หาเงินให้มากสักแค่ไหนก็ไม่เคยพอ  ปัญหารุมเร้ามากมายจนกัลยาหลุดพูดคำนึงออกมาว่า  “คิดถึงแม่” นุชได้แต่คิดในใจว่า  นี่สินะที่คนโบราณเคยบอกว่า ” เวลาที่เราสุข  เราจะคิดถึงคนอื่น  แต่เวลาที่เราทุกข์  เราจะคิดถึงแม่” 

วันเวลาล่วงเลยมาเป็น​ 10  ปีและ  ที่นุชเจอกัลยาครั้งสุดท้าย  ก่อนที่เธอจะตัดสินใจทิ้งบ้านให้เจ้าหนี้ยึด ทิ้งลูก 3 คนจนต้องแยกกันคนละทิศคนละทาง ทิ้งสามีที่รักเธอมากมาย ตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้างไม่มีใครรู้เลย

นุช​ไม่รู้​หรอกว่าเกตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้  เกิดมาจากอะไร  แต่นุชเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่เกิดขึ้นไม่ว่ากับใครก็ตาม  มันมีเหตุ และมีที่มาเสมอ

 สิ่งที่​เราได้รับวันนี้  คือ​ ผลจากสิ่งที่เราทำเมื่อวาน
 สิ่งที่เราจะได้รับวันพรุ่งนี้  คือ​ ​ผลจากสิ่ง​ที่เราทำในวันนี้
 อดีตเรากลับไปแก้ไขไม่ได้  แต่เราสร้างอนาคตได้  จากการกระทำในวันนี้ของเรา
 ถ้าพ่อแม่ของยังอยู่  ดู​แลท่านให้ดีนะคะ 

ชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/Tk7N3ix1g2Y

แชร์